ทำไมไอ้ไทคิถึงไม่ชอบเด็ก?
posted on 23 Sep 2009 20:51 by losteronอัพกันบล็อกร้างค่ะ แต่ก็ปั่นงานใกล้เสร็จแล้วนะ (หัวเราะ)
งานนี้มาแนวบ่นเล็กน้อย แต่เพราะมีคนถามบ่อยค่ะว่าทำไมไทคิถึงไม่ชอบเด็ก แรกก็ใช้มุข "ฉัน(หรือหยาบกว่านั้น)ไม่ใช่นางงาม ฉันไม่รักเด็ก" (ขอบคุณคุณโน๊ต อุดม มากๆนะคะีที่ให้ยืมมุขใช้(ฮา)) แต่หลังๆมุขนี้ชักใช้ไม่ได้ผลแล้วค่ะ
เอาเป็นว่าก่อนอื่นมาทำความเข้าใจพื้นฐานนิสัยไทคิคร่าวๆกันก่อนนะคะ
1. ไทคิถูกเลี้ยงมาในครอบครัวจีน-เวียดนาม เพราะฉะนั้นจะเข้มงวดกับความประพฤติของลูกผู้หญิงในบ้านมากๆ
2. ไทคิเป็นคนเคารพหลักการการมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสกว่า แน่นอนว่าต่อให้เป็นเพื่อนที่เรียนปริญญาด้วยกัน แต่เขาอายุมากกว่าสักปีเดียวก็ยังต้องเคารพเขา (เว้นเสียแต่เขาจะลำบากใจว่าอายุไม่ห่างกันมากเกินไปก็จะลดดีกรีเหลือเ่ท่าเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน)
3. ไทคิค่อยข้างใส่ใจคำพูดทุกคำที่ใช้พูดกับคนที่มีระดับความสัมพัมธ์กับเราต่างๆกันออกไป เช่นถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะนอบน้อมมากๆ ถ้าเป็นคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันก็จะพูดสุภาพแต่พอดี(กรณีสนิทมากๆจะพูดหยาบได้ แต่ไม่หยาบมาก) ส่วนกับคนที่อายุน้อยกว่าจะไม่ใช้คำไม่สุภาพให้เขาเอาเป็นตัวอย่างค่ะ
4. ไทคิเป็นคนใช้ภาษาวิบัติบ้างในบางเวลา แต่ก็เฉพาะตอนพูดเล่นเท่านั้น แต่เวลาคุยเป็นการเป็นงานหรือคุยเรื่องที่มีสาระ ต้องการความจริงจังก็จะพูด พิมพ์ ใช้ สะกดทุกคำให้ถูกต้องโดยพยายามไม่ให้มีผิดพลาด
5. ไทคิเป็นคนที่จะระมัดระวังการใช้อวัจนภาษา(non verbal language - จำพวกท่าทางการแสดงออก เช่นการทักทายด้วยการโบกมือ การแสดงสีหน้าเป็นต้น)ที่ใช้กับคนรอบข้างมากๆ ยิ่งเป็นพวกชอบการวิเคราะห์ตัวบทความหมายที่แฝงนัยในการสนทนาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นคนที่จำลักษณะเด่นของคนที่หน้าตาไม่ค่อยได้ แต่จะจำที่นิสัยใจคอ วิธีการพูดจาเป็นเสียส่วนใหญ่
แต่ทำม๊ายยยยยยย..........ทำไม.........ไอ้ไทคิผู้นี้จึงอยากกระชากท่าทีเป็นนางมารทุกครั้งที่เสวนากับเด็ก....มันมีกรณีค่ะ.........
แท้จริงแล้วไคิเป็นลูกคนสุดท้อง ด้วยความอยากมีน้องเอามากๆ สมัยก่อนเลยชอบเด็กๆเป็นที่สุด....แต่ความชังในตัวเด็กนั้นมาจากไหน........มันมีที่มาที่ไปค่ะ...
เริ่มจาก..................ลูกของน้า....
จริงๆไทคิไม่ค่อยอยากจะแยกตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนไทยแท้ๆ เป็นลูกเสี้ยวประมาณนั้น เพราะเราก็ถือว่าถึงจะเสี้ยวเดียวแต่ก็คนไทย เกิดในเมืองไทย โตในเมืองไทย.....ทว่าการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัวนั้นแตกต่างกันที่วัฒนธรรมอันมาจากสัญชาติดั้งเดิมของผู้ที่เป็นบิดรมารดาจริงๆค่ะ
เพราะฉะนั้น....ขอเข้ามุมใช้ภาษาแสลงเล็กน้อยนะคะ....แต่ไทคิอยากบอกว่าครอบครัวแม่ของไทคิที่เป็นคนต่างจังหวัดนั้น....เลี้ยงดูบุตรหลานกันแบบปล่อยเบลอได้อีกจริงๆ
ทำไมน่ะหรือคะ? ด้วยความที่เป็นคนถูกเลี้ยงดูแบบเข้มงวดๆมาก เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นจริงๆค่ะพ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกตีเอาๆเวลาที่ไม่พึงพอใจก็งานนี้ล่ะค่ะ นอกจากจะไม่ดุลูกแล้วยังโอ๋ได้อีกต่างหาก
ประมาณว่าน้าของไทคิมาทำงานกับที่บ้านไทคิค่ะ แล้วก็พาลูกกับน้าสะใภ้มาด้วยเพราะเป็นช่วงปิดเทอม
เด็กมาเห็นของเล่นที่พี่ชายไทคิสะสมไว้ตั้งแต่ยังเล็กเลยร้องอยากได้ ...........ไทคิก็ต่อรองว่า "ถ้าอยากเล่นก็ไปขอพี่อี๊ด(พี่ชาย)ก่อนนะ และถ้าพี่เค้าให้เล่น เล่นแล้วก็ต้องเก็บด้วย"
มันเป็นวิธีการต่อรองง่ายๆ และเป็นวิธีการประณีประนอมสอนเด็กที่ไทคิคิดว่าได้ผลที่สุดค่ะ แต่แล้ว..........
ไอ้คุณลูกพี่ลูกน้่องผู้น่ารักนั่นก็.....................มันไม่ยอมไปขอพี่ชายที่ยืนหัวโด่อยู่ใกล้ๆ แต่ชี้นิ้วบอกแม่มันจะเอาๆให้ได้ แล้วตีแม่มันค่ะพี่น้อง!!!!!
แล้วหลังจากที่พยายามสอน..........ด้วยความอดทนอยู่หลายต่อหลายครั้ง(แล้วมันก็คว้าของเล่นไปเล่นทิ้งเล่นขว้างแล้วไม่เก็บจนเราต้องเอาไปซ่อน บอกว่าถ้าขอดีๆ เล่นแล้วเก็บก็จะให้ มันก็ยังออกอาการเดิมอยู่) ไทคิเลยตระหนักได้จนถึงสุดขั้วหัวใจว่า "ลูกที่พ่อแม่มันก็ยังไม่สั่งสอนตักเตือน ต่อให้เป็นญาติมิตร เรามันคนนอกจะไปสอนให้มันดีได้ยังไง"
อารมณ์ว่าฉันเป็นใคร จะไปสั่งสอนลูกคนอื่นเขา เด็กมันจะเชื่อฟังในสิ่งที่พ่อแม่สั่งสอน และสะท้อนในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้เป็น เมื่อพ่อแม่เขาไม่สอน แล้วมันจะไปเชื่อคำเราได้ยังไง..........กรณีนี้...ไอ้ไทคิปล่อยเบลอไปโดยปริยายค่ะ........
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ที่มาของความคิดเหมารวม(stereotypes) ที่ว่าเด็กส่วนใหญ่มักเกรียนของไอ้ไทคิค่ะ!!!
อันนี้เริ่มจากในรั้วบ้าน.........มานอกรั้วกันบ้างดีกว่า..........
ตอนที่ไทคิอยู่ชั้นม.ปลาย....เคยโดนเด็กม.ต้นเดินชนไหล่.......ไม่ได้อนุมานไปเองนะคะ ไทคิยืนต่อแถวรอซื้ออาหารกลางวัน แต่ยืนอยู่ในแถวดีๆเด็กที่เดินสวนมาจากร้านข้างๆมาชนไหล่....แต่แทนที่จะได้รับคำขอโทษ....ไอ้ไทคิถูกมองหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าค่ะพี่น้อง!!! =[]=!!!!
ด้วยสายตาแบบว่า...เอ่อ................มันคงด่าเราไปถึงบรรพบุรุษแน่แล้วค่ะ
ยังมีอีก....มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไทคิไปช่วยเพื่อนที่เป็นกรรมการเรารักโรงเรียน(ดูแลระเบียบและความสะอาดของโรงเรียน) ทำงาน...หน้าที่คือการช่วยเพื่อนดักจับกระเป๋าที่นักเรียนไม่ยอมนำไปวางหน้าห้องเรียนของตนเองค่ะ!
อาจจะฟังดูงงๆว่าจะทำเช่นนั้นไปทำไม? แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่่ทรัพย์มีค่าของพวกนักเรียนหายบ่อยๆค่ะ คือพอสอบสวนไปมามันก็มาจากการที่นร.ที่เห็นว่าห้องเรียนอยู่ชั้นสูงๆ เดินขึ้นไปเก็บกระเป๋าทีแล้วยังต้องลงมาเข้าแถว เลยเนียนวางกระเป๋ากับห้องอื่นแล้วค่อยเอาขึ้นไปทีเดียว.....ทีนี้มันจะมีพวกเนียนใช้จังหวะนี้ที่มาเอากระเป๋าหลังเลิกแถวมาขโมยของบ้างค่ะ อ.เลยต้องออกมาตรการป้องกันด้วยการบังคับให้ใครเรียนห้องไหนต้องเอากระเป๋าไปวางที่นั่นให้เรียบร้อย.......
ทีนี้ ท่านๆอ. เลยให้กรรมการเรารักโรงเรียนช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีแสบสันเอาเรื่องนั่นคือการตรวจสอบกระเป๋าแปลกปลอมที่ไม่ได้วางให้ถูกที่(ที่โรงเรียนไทคิเขาจะบังคับให้ใช้ลิขวิดเขียนรหัสที่กระเป๋ากันหายค่ะ) ดังนั้นเมื่อเจอกระเป๋าแปลกปลอมปุ๊บก็จะเก็บออกมาปั๊บ และจะเอาไปไว้ที่ห้องสหกรณ์รอปรับใบละห้าบาท(เอามาเป็นค่าบำรุงรร.อีกทีค่ะ(หัวเราะ))
แล้วมีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนไทคิของให้ไทคิไปช่วยเพราะงานล้นมือมากๆ ไทคิก็ไป...ปรากฏว่า.....ไอ้ไทคิด้วยความที่เป็นคนตาดุเป็นทุนอยู่แล้วเลยไม่มีใครกล้าหาเรื่อง...แต่เพื่อน...ถูกเด็กม.ต้นขู่จะตบค่ะ...ดีนะที่ตอนนั้นไทคิอยู่ใกล้ๆ ไม่งั้นคงยื่นหน้าให้เด็กมันตบแล้วจับตัวลากไปห้องปกครองไปแล้ว....(ฮา)
ยังค่ะยัง! ยังไม่หมดแค่นี้.......
หลังๆช่วงอยู่มัธยม6 ไทคิก็เริ่มเข้าสู่โลกของอินเตอร์เน็ต ซึ่งแต่ก่อนสนใจแค่เข้าไปหาข้อมูลบ้าง รูปภาพบ้างเท่านั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงแรกที่เริ่มเข้าสู่สังคมเว็บบอร์ดค่ะ พอเ้ข้าไป..ไทคิว่าเด็กๆรุ่นนั้นน่ารักกันดีนะคะ พูดจา(พิมพ์+ใช้ภาษา)สุภาพกันดี ถามไถ่รู้ว่าอายุมากกว่าก็จะนอบน้อมด้วย สนิทก็สนิทกันนะคะ แต่ก็จะไม่ใช้คำก้าวล่วงอาวุโสกัน ช่วงนั้นนับว่ามีความสุขดีค่ะ
แต่แล้ว...........
ไทคิก็เริ่มมาเจอ...............เด็กบางรายที่เริ่มภาษาวิบัติมากมายขนาดที่ว่า.......พิมพ์อะไรมา..........อ่านไม่รู้เรื่องค่ะพี่น้อง........ผิดบ้าง......อะไรบ้าง..........เรียงรูปประโยคสลับกันมั่วซั่วบ้าง....แต่เชื่อไหมคะ...เขาบอกว่าเขาได้เกรดเฉลี่ย3.6 แน่ะ!!!!
จ็อตโต้วววววว!!! แถมอยู่ม.ปลายแล้วด้วยนะเออ!!!
เป็นตอนนั้นเองที่ไทคิเริ่มคิดว่าคนรุ่นหลังจากไทคิไปแค่หนึ่งถึงสองปี....มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดที่เราคิดไม่ถึง = =+ (ฮา)
เริ่มจากเด็กที่ไม่ทำตามกฏระเบียบก็มีมากขึ้น เด็กสนใจการเรียนน้อยลง เพ้อฝัน มีโลกเป็นของตัวเองมากขึ้น มีความหมกมุ่นจากสิ่งเร้าต่างๆมากขึ้น.......
หลังจากที่ปล่อยเบลอเรื่องของเด็กที่ชักจะเกรียนขึ้นทุกวันๆก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง......ที่ไทคิจี๊ดสุดๆ
เรื่องมันมีอยู่ว่า..............
ตอนนั้นไทคิขึ้นปีสองได้แล้วค่ะ เป็นนักกีฬาแข่งขันหมากล้อมตัวแทนของมหาลัย(ที่ชมรมพึ่งเปิดใหม่ คนน้อย ใครพอจะเล่นได้ก็ถูกจัดๆไปแข่งแก้ขัดไปก่อน) วันนั้นไทคิทานอาหารกับเพื่อนๆในระหว่างช่วงอาหารเย็น เพราะทางมหาวิทยาลัยเอแบ็คจัดเป็นแบบบุฟเฟ่ต์รวม ดังนั้นคนเยอะ เสียงย่อมดังกระหึ่มเป็นธรรมดา
แล้วพอดีเพื่อนไทคิมือถือแบ็ตหมดค่ะ รุ่นน้องที่สนิทกับเพื่อนไทคิก็โทรมาเข้าเครื่องไทคิแทน แต่โทรศัพท์ตอนนั้นก็ไม่ได้ดีเด่อะไร จะให้ได้ยินเสียงในที่คุยแข่วกันขนาดนี้คงยากมาก ไทคิเลยว่า.......
"ขอโทษนะคะ? ใครนะคะ?"
"อ๋อ *beep*เหรอ? อะไรนะ? จะคุยกับใครนะ? โทษทีนะไม่ค่อยได้ยินเลย เสียงข้างนอกดังมากๆ"
ด้วยอารามที่ว่าเด็นคนนี้ถ้าไม่ได้คิดอะไรมากมายก็เป็นคนนิสัยดีค่ะ ออกจะชอบเล่นหัวคนอายุมากกว่าไม่ระวังกาลเทศะไปบ้าง แต่ไทคิก็หยวนๆไป
แต่วันนั้น..หลังจากที่คุยกันยังไงคงให้รู้เรื่องได้ยาก ไทคิก็พยายามจะบอกว่าให้โทรมาใหม่..แต่รู้ไหมคะว่าเธอตอบมาว่ายังไง?
"ก็บอกให้ไปเรียกไอ้*beep*มาคุยไงวะ กวนตีน เดี๋ยวแม่งเตะเลย!!!" ตะคอกจนได้ยินชัดสองหูเลยค่ะทีนี้....
ตั้งแต่นั้นมา............ไทคิเลยเลิกปล่อยเบลอความเกรียน...และเปลี่ยนมาเป็นถอยห่างให้ไกลที่สุดแทนค่ะ!
ใช่แล้วค่ะ....ไทคิเลิกคบเด็กคนนั้นในวินาทีนั้นเอง! = =;;;
หลังจากนั้น....ไทคิก็เริ่มเจออะไรประเภทนี้มากขึ้นไปอีก................สงสัยที่โบราณว่าไว้ คนเกลียดอะไรจะยิ่งเจอยังงั้นจะจริง
บางกรณี.......เร็วๆนี้นี่ล่ะค่ะ จะยกตัวอย่างให้ฟัง........
ไทคิเคยเขียนลงบล็อกเกี่ยวกับการใช้คำว่า "คะ" "ค่ะ" ผิด << ซึ่งปัจจุบันไทคิก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเด็กสมัยนี้ทำไมผันวรรณยุกต์ไม่เป็นกันแล้วหรือ?
แล้วพอดีว่ามีเด็กaddมาคุยเยอะค่ะ พอเดาหรือรู้อายุออกจะเสียวสันหลังไปนิด แต่ถ้าเป็นเด็กที่โอเคไทคิก็คุยได้นะคะ (หัวเราะ)
แต่ก็เจอประมาณว่าไหนๆเราก็ลงเรื่องนี้แล้ว เลยเตือนเขาให้ไปอ่าน....แต่เขาก็ยัง........ใช้ผิดอยู่เหมือนเดิม....
ไม่ก็....คนที่มาขอโด บางท่านแค่ไทคิย้ำว่าท่านควรจะอ่านตรงไหน ควรจะำยังไง เพราะทุกครั้งไทคิจะพยายามอธิบายกติกาที่ละเอียดชัดเจนไว้........แต่สุดท้าย...ไทคิก็ยังเจอเมลถามคำถามเดิมซ้ำๆ...อารมณ์ว่าตกลงเธอได้อ่านที่ฉันอุตส่าห์ตอบไปยาวยืดนั่นมั้ยเนี่ย =v=;;;;
บางทีก็อืม..........เราก็แจกไปด้วยความที่เข้าใจอารมณ์คนที่เคยอยากอ่านรู้เรื่อง แต่ก็อ่านไม่ได้.....แต่บางที.....ก็เจอdemand มากไปจริงๆค่ะ...ซ้ำร้ายบางท่านยังออกแนวชี้นิ้วสั่งเราอีกต่างหาก = =!!!
ประมาณว่า...........ส่งมาให้ด้วยนะ
เอามาด่วนเลย......
เอามาเดี๋ยวนี้......
อยากได้ (จริงๆมีมากกว่านี้อีก)
แล้วเอ่อ......มารยาทพื้นฐานทางสังคมล่ะคะ? =v=;;;;
ปกติคนเราจะขอร้องให้ใครช่วยอะไร ก็ต้องให้สุภาพนอบน้อมเข้าไว้ และต้องรู้จักการขอบอกขอบใจ(ในกรณีกับคนอายุมากกว่าก็ขอบคุณ)ตบท้ายเป็นเรื่องปกติมิใช่หรือคะ? ^^;;;
ไทคิก็ไม่ได้อยากจะได้คำขอบคุณมากมายอะไรนักหนา แต่พอมาเจอคนใส่demand จนลามไปถึงขั้น command เอามากๆเข้า เราก็ชักรู้สึกว่าเด็กเดี๋ยวนี้ขาดสามัญสำนึกแล้วจริงๆ
แล้วยิ่งช่วงที่ผ่านมา กับจากที่ได้ข่าวมาจากหลายๆท่าน หลายๆวงการ.............และที่เจอกับตนเอง......
ระบาดหนักจริงๆค่ะ plagiarism(การลอกเลียน แอบอ้างผลงานผู้อื่น) แล้วพอไปทวงถาม...ถ้าไม่โดนด่ากลับมาบ้าง แอบอ้างต่อบ้าง เอาพวกมากเข้าว่ามาว่าเราที่เป็นเจ้าของผลงานบ้าง เฉไฉบ้าง หนีหายบ้าง......
ไทคินับได้น้อยกรณีมาก..........ที่จะออกมาขอโทษอย่างสง่างาม และได้รับการอภัยอย่างดุษฎี
น้อยมากจริงๆ.......
อา..........ขืนพิมพ์อะไรลงไปมากกว่านี้เกรงว่าได้มีรายการขุดคุ้ยเรื่องยาวแน่ค่ะ (หัวเราะ)
บางทีเพียงเท่านี้ก็อาจจะมีท่านที่เข้าใจความรู้สึกของไทคิแล้วบ้าง....ก็นะคะ...เอาเป็นอุทาหรณ์แต่พองามก็แล้วกันค่ะ
สรุปแล้ว......
การเลี้ยงดู เพาะบ่มนิสัยใจคอคนเราแน่นอนว่าคงไ่ม่มีทางเหมือนกันได้ แต่ไทคิว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักเอาใจใส่คนรอบกายเราจริงไหมคะ? ก็อยากจะให้เป็นอุทาหรณ์ไว้ ขอให้เด็กไทยรู้จักการเอาใจใส่ผู้อื่นให้มากกว่านี้ ทีนี้เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันจะต้องเบาบางลงแน่นอนค่ะ ^^
แล้วพบกันเอนทรี่หน้าค่ะ ^^
Navigator of Pirate

เลี้ยงมาจนเกรียน ก็คงไม่มีทางเลิกเกรียนได้
#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-09-23 22:27